ปัญหาหนักใจของผู้หญิงของใครหลายๆ คนคือ ผมร่วง ผมบาง ที่เกิดขึ้นจนเห็นหนังศีรษะชัดขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ความมั่นใจลดลง และอาจทำให้รู้สึกไม่กล้าออกไปพบปะผู้คน หลายคนอาจเคยลองใช้แชมพูบำรุง ทานอาหารเสริม หรือใช้เซรั่มกระตุ้นรากผม แต่ปัญหาก็ยังไม่ดีขึ้น ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าผู้หญิงควรเลือกปลูกผมแบบไหนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
ผู้หญิงผมร่วง ผมบางเกิดจากสาเหตุอะไร?
- ฮอร์โมนไม่สมดุล
ระดับฮอร์โมนมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของเส้นผม โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งช่วยให้เส้นผมแข็งแรง เมื่อระดับฮอร์โมนเหล่านี้ลดลงเช่น ในช่วงหมดประจำเดือน หรือหลังคลอด เส้นผมจะบางลงและร่วงง่ายขึ้น อีกทั้งฮอร์โมน DHT ที่เป็นสาเหตุของศีรษะล้านในผู้ชาย ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผู้หญิงได้เช่นกัน โดยทำให้รากผมอ่อนแอลงและหยุดการเจริญเติบโต - กรรมพันธุ์
หากในครอบครัวมีประวัติผมบางจากพันธุกรรม โอกาสที่ผู้หญิงจะเผชิญปัญหานี้ก็สูงขึ้น โดยอาการผมร่วงจากกรรมพันธุ์ในผู้หญิงมักเกิดขึ้นแบบกระจายทั่วศีรษะ แทนที่จะเป็นศีรษะล้านเป็นหย่อมๆ เหมือนในผู้ชาย แนวไรผมด้านหน้ามักจะไม่ร่นขึ้นมากนัก แต่เส้นผมจะเล็กลงและบางลงเรื่อยๆ - ความเครียดและไลฟ์สไตล์
ความเครียดเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อร่างกายในหลายด้าน รวมถึงระบบไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงรากผม เมื่อเครียดมาก ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผมร่วงมากกว่าปกติ การพักผ่อนน้อย อดนอน หรือทำงานหนักเกินไปก็มีส่วนทำให้เส้นผมอ่อนแอและหลุดร่วงได้ง่ายขึ้น - โภชนาการที่ไม่สมดุล
การขาดสารอาหารที่จำเป็นเช่น ธาตุเหล็ก โปรตีน ไบโอติน วิตามิน D และสังกะสี สามารถทำให้รากผมอ่อนแอและเส้นผมหลุดร่วงได้ การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอ อาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม - การใช้ผลิตภัณฑ์ทำผมและสารเคมี
การใช้แชมพูที่มีสารเคมีรุนแรง การทำสีผม ดัด ยืด หรือใช้ความร้อนจัดแต่งทรงผมบ่อยๆ อาจทำให้เส้นผมแห้งเสีย และเกิดการขาดหลุดร่วงมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือซิลิโคนเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้หนังศีรษะอุดตัน ส่งผลให้รากผมอ่อนแอลง - โรคและภาวะสุขภาพบางอย่าง
โรคบางชนิดอาจทำให้ผมร่วงมากขึ้นเช่น โรคไทรอยด์ โรคโลหิตจาง โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือแม้แต่ภาวะหลังการติดเชื้ออย่าง COVID-19 ก็สามารถทำให้เกิดผมร่วงชั่วคราวได้ นอกจากนี้ การรับประทานยาบางชนิดเช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาสิวที่มีฮอร์โมน หรือยาลดความดันโลหิต ก็อาจส่งผลให้ผมร่วงมากขึ้น - การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย
เมื่ออายุเพิ่มขึ้นระบบการเจริญเติบโตของเส้นผมจะทำงานช้าลง เส้นผมอาจขึ้นช้ากว่าที่ร่วงไป ทำให้ผมบางลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลให้รากผมอ่อนแอ และเกิดผมบางกระจายทั่วศีรษะ
บทความน่ารู้: ผู้หญิงผมร่วงเยอะมาก แก้ยังไงดี เกิดจากอะไร
ผู้หญิงปลูกผมได้ไหม? ถ้ามีปัญหาผมร่วง ผมบาง ควรเลือกปลูกผมถาวรเทคนิคไหนดี?
ผู้หญิงสามารถปลูกผมได้ครับ! หลายคนอาจเข้าใจว่าการปลูกผมเป็นเรื่องของผู้ชายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือแนวผมร่น ก็สามารถปลูกผมได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ปัญหาผมบางเกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน หรือสาเหตุที่ทำให้เส้นผมไม่สามารถงอกขึ้นเองได้ตามปกติ การปลูกผมถาวรจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มเส้นผมให้กลับมาดูหนาและเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาผมบางหรือแนวผมร่น และต้องการปลูกผมแต่ไม่อยากให้เห็นรอยโกนผม Long Hair FUE เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด หากคุณต้องการให้เส้นผมกลับมาดูหนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมั่นใจยิ่งขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อออกแบบแนวผมและจำนวนกราฟต์ที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผมของคุณครับ
สนใจปลูกผมถาวร: 42G Clinic ปลูกผม
ปัญหาผมบางและศีรษะล้านของผู้หญิงต่างจากผู้ชายอย่างไร?
ปัญหาผมบางและศีรษะล้านเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่ลักษณะของปัญหานี้ แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในเรื่องของสาเหตุ รูปแบบการหลุดร่วง และผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ชายมักเผชิญกับศีรษะล้านแบบชัดเจน ขณะที่ผู้หญิงมักมีอาการผมบางแบบกระจายตัวมากกว่า
- ลักษณะการหลุดร่วงของเส้นผม
- ผู้ชายมักมีปัญหาศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ ซึ่งเกิดจากฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) ทำให้แนวไรผมถอยร่น หรือมีผมบางบริเวณกลางศีรษะเป็นลักษณะ “M-shape” และอาจลุกลามจนเกิดศีรษะล้านแบบถาวร
- ผู้หญิงมักมีปัญหาผมบางแบบกระจายทั่วศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณกลางศีรษะ แต่ไม่ค่อยเกิดศีรษะล้านแบบเป็นหย่อมเหมือนในผู้ชาย แนวไรผมของผู้หญิงมักไม่ร่นขึ้นชัดเจน
- สาเหตุที่ทำให้ผมบางและศีรษะล้าน
- ผู้ชายส่วนใหญ่มักเกิดจากกรรมพันธุ์และฮอร์โมน โดยฮอร์โมน DHT จะทำให้รากผมเล็กลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถงอกขึ้นใหม่ได้
- ผู้หญิงปัญหาผมบางอาจเกิดจาก หลายปัจจัยเช่น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง (โดยเฉพาะหลังคลอดหรือวัยทอง) ความเครียด โภชนาการที่ไม่สมดุล หรือการใช้สารเคมีและความร้อนกับเส้นผมบ่อยๆ
- การรักษาและแนวทางแก้ไขต่างกัน
- ผู้ชายที่มีภาวะศีรษะล้านจากฮอร์โมน อาจต้องใช้ยาชะลอผมร่วงเช่น Finasteride หรือ Minoxidil และในกรณีที่สูญเสียเส้นผมจำนวนมาก การปลูกผมถาวรเป็นวิธีที่ช่วยให้ผมกลับมาดูหนาแน่นได้
- ผู้หญิงมักรักษาโดยเน้นการปรับสมดุลฮอร์โมน บำรุงเส้นผมด้วย PRP หรือ Growth Factors และใช้แชมพูหรือเซรั่มกระตุ้นรากผม หากมีปัญหาผมบางมาก การปลูกผมด้วยเทคนิค Long Hair FUE หรือ DHI เป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
วิธีการปลูกผมถาวรที่สามารถใช้กับผู้หญิงได้
Long Hair FUE – ปลูกผมโดยไม่ต้องโกนผม
เหมาะสำหรับ: ผู้หญิงที่ต้องการปลูกผมแต่ไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นว่าผ่านการทำหัตถการ
Long Hair FUE เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ สามารถปลูกผมได้โดยไม่ต้องโกนผมบริเวณที่นำรากออก ต่างจาก FUE ทั่วไปที่ต้องโกนผมด้านหลังศีรษะก่อนทำ เทคนิคนี้ช่วยให้ผู้หญิงสามารถเห็นผลลัพธ์ของแนวผมใหม่ได้ทันทีหลังปลูก โดยไม่ต้องรอให้ผมขึ้นใหม่ ผมที่ปลูกจะกลมกลืนไปกับเส้นผมเดิม ทำให้ไม่มีใครสังเกตได้ว่าเพิ่งปลูกผมมา
ข้อดีของ Long Hair FUE
- ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- เห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังปลูก เส้นผมที่ปลูกสามารถยาวต่อไปได้ตามธรรมชาติ
- ไม่มีรอยแผลเป็นยาว เพราะใช้หัวเจาะขนาดเล็ก ลดรอยแผลเป็นที่มองเห็นได้
- ฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นนาน เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย
DHI – ปลูกผมแน่นและดูเป็นธรรมชาติ
เหมาะสำหรับ: ผู้หญิงที่ต้องการแนวผมที่เป็นธรรมชาติ หรือมีปัญหาผมบางเฉพาะจุด
เทคนิค DHI เป็นเทคนิคที่พัฒนามาจาก FUE โดยใช้ Choi Implanter Pen ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถปลูกเส้นผมใหม่ลงไปในหนังศีรษะได้โดยตรง โดยไม่ต้องเปิดแผลเจาะช่องก่อนปลูก ทำให้แนวผมที่ปลูกออกมามีความหนาแน่นและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ เทคนิคนี้ยังช่วยให้สามารถควบคุม ทิศทาง องศา และความลึกของเส้นผมที่ปลูก ได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการแก้ไขแนวไรผมให้ดูสมบูรณ์ขึ้น
ข้อดีของ DHI
- แนวผมที่ปลูกดูเป็นธรรมชาติ เพราะสามารถควบคุมทิศทางของเส้นผมได้ละเอียด
- ปลูกผมได้แน่นขึ้นกว่าวิธีอื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความหนาเฉพาะจุด
- ลดโอกาสที่รากผมจะเสียหาย เพราะรากผมอยู่นอกร่างกายน้อยกว่าการปลูกผมแบบ FUE ปกติ
บทความน่ารู้: ปลูกผม แบบไหนดี รู้ทุกเรื่อง! DHI vs FUE ควรเลือกปลูกผมวิธีไหน
เทียบกันชัดๆ ผู้หญิงควรปลูกผมถาวรแบบไหนดี?
เทคนิคปลูกผม | ต้องโกนผมหรือไม่ | เห็นผลลัพธ์ทันทีไหม | ความเป็นธรรมชาติ | จำนวนกราฟต์ที่ปลูกได้ | ระยะเวลาพักฟื้น | เหมาะกับใคร |
Long Hair FUE | ไม่ต้องโกนผม | เห็นผลทันที | มีความเป็นธรรมชาติสูง | เหมาะกับการปลูกเฉพาะจุด | ฟื้นตัวเร็ว | ผู้หญิงที่ต้องการปลูกผมโดยไม่ต้องโกน และอยากเห็นผลลัพธ์ทันที |
DHI (Direct Hair Implantation) | ไม่ต้องโกนผม | ต้องรอให้ผมงอกใหม่ | แน่นและดูเป็นธรรมชาติ | ปลูกได้แน่นกว่าเทคนิค FUE ปกติ | ฟื้นตัวเร็ว | ผู้หญิงที่ต้องการปลูกผมให้แน่น และควบคุมแนวผมให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด |
FUE (Follicular Unit Extraction) | ต้องโกนผมบางส่วน | ต้องรอให้ผมงอกใหม่ | ธรรมชาติ แต่ต้องรอให้เส้นผมที่ปลูกขึ้นเต็มที่ | สามารถปลูกได้จำนวนมาก | ฟื้นตัวปานกลาง | ผู้หญิงที่ต้องการปลูกผมแบบดั้งเดิมและต้องการจำนวนกราฟต์มากขึ้น |
ข้อดีของการปลูกผมผู้หญิง
ช่วยให้เส้นผมดูหนาขึ้นและเป็นธรรมชาติ
การปลูกผมสามารถเติมเต็มบริเวณที่มีผมบางหรือแนวผมร่นให้ดูสมบูรณ์ขึ้น ช่วยให้เส้นผมดูหนาขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ โดยใช้รากผมของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าผมที่ปลูกจะไม่เข้ากับเส้นผมเดิม
แก้ปัญหาแนวผมร่นและหน้าผากกว้าง
ผู้หญิงหลายคนมีปัญหาแนวไรผมสูงหรือหน้าผากกว้าง การปลูกผมช่วยให้สามารถออกแบบแนวผมใหม่ได้ เพื่อให้ใบหน้าดูสมดุลและอ่อนเยาว์ขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสริมความมั่นใจให้กับรูปหน้า
ผลลัพธ์ถาวร ไม่ต้องพึ่งวิกหรือผลิตภัณฑ์ปิดผมบาง
ต่างจากวิธีการชั่วคราวอย่างการใช้วิกผมหรือไฟเบอร์ปิดผมบาง การปลูกผมเป็นการแก้ปัญหาแบบถาวร เส้นผมที่ปลูกจะสามารถยาวขึ้นและดูแลได้เหมือนผมปกติ ไม่ต้องกังวลว่าผมจะหลุดระหว่างวัน
สามารถเลือกเทคนิคที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้
ปัจจุบันมีเทคนิคปลูกผมหลายแบบเช่น Long Hair FUE ที่ไม่ต้องโกนผม หรือ DHI ที่สามารถปลูกผมได้แน่นและดูเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้หญิงสามารถเลือกเทคนิคที่เหมาะกับตัวเองและไลฟ์สไตล์ได้
เพิ่มความมั่นใจและช่วยให้บุคลิกภาพดีขึ้น
ผมบางอาจทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ การปลูกผมช่วยให้เส้นผมกลับมาหนาและดูเป็นธรรมชาติ ทำให้กล้าที่จะแต่งผมในทรงที่ต้องการและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
การเตรียมตัวก่อนปลูกผมสำหรับผู้หญิง
- ปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาผมบาง
ก่อนตัดสินใจปลูกผม ควรเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของผมบาง แพทย์จะประเมินสภาพหนังศีรษะ แนวผม และจำนวนกราฟต์ที่ต้องใช้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับใบหน้า - งดยาหรืออาหารเสริมบางชนิด
หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดเช่น ยาแอสไพริน วิตามินอี หรืออาหารเสริมบางชนิดเช่น น้ำมันปลา และโสม ประมาณ 7-10 วันก่อนปลูกผม เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะเลือดออกมากผิดปกติขณะทำหัตถการ - หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 7 วันก่อนปลูกผม เพราะสารเหล่านี้มีผลต่อการไหลเวียนของเลือด อาจทำให้รากผมที่ปลูกใหม่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและฟื้นตัวช้าลง - ล้างผมให้สะอาดก่อนวันปลูกผม
ควรสระผมให้สะอาดในคืนก่อนทำหัตถการ และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมเช่น สเปรย์ เจล หรือมูส เพื่อให้หนังศีรษะสะอาดพร้อมสำหรับการปลูกผม - เตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบายและมีกระดุมหน้า
ในวันปลูกผมควรใส่เสื้อที่ถอดออกง่ายเช่น เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อที่มีกระดุมหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อไปเสียดสีกับบริเวณที่ปลูกผมหลังทำเสร็จ
การดูแลหลังการปลูกผมสำหรับผู้หญิง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเกาศีรษะ
หลังปลูกผม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ปลูกใหม่โดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้รากผมหลุดหรือเกิดการอักเสบ - สระผมตามคำแนะนำของแพทย์
โดยปกติสามารถเริ่มสระผมได้ประมาณ 2-3 วันหลังจากปลูกผม โดยต้องใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน และล้างผมด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงการขยี้แรงๆ และใช้วิธีล้างน้ำเบาๆ แทน - นอนศีรษะสูงและหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ
ในช่วง 7 วันแรกหลังปลูกผม ควรนอนศีรษะสูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย เพื่อลดอาการบวม และควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหรือให้ศีรษะสัมผัสกับหมอนโดยตรง - งดออกกำลังกายหนักและกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก
ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกมากเช่น การออกกำลังกายหนัก การซาวน่า หรือการว่ายน้ำ ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้รากผมที่ปลูกติดแน่นขึ้น - หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับเส้นผม
งดการทำสี ดัด หรือใช้สารเคมีจัดแต่งทรงผมเป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนหลังปลูกผม เพื่อป้องกันไม่ให้รากผมที่ปลูกใหม่ได้รับสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย - หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง
ควรป้องกันหนังศีรษะจากแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 1 เดือนหลังปลูกผม อาจใช้หมวกที่มีเนื้อผ้านุ่ม หรือกางร่มเมื่อต้องออกแดด เพื่อป้องกันการระคายเคืองและลดความเสี่ยงของการอักเสบ - ติดตามผลกับแพทย์ตามนัด
การเข้าพบแพทย์ตามนัดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แพทย์ประเมินผลลัพธ์ และตรวจสอบว่ารากผมที่ปลูกติดดีหรือไม่ รวมถึงสามารถให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลเส้นผมในระยะยาว
บริการปลูกผมผู้หญิงที่ 42G
ที่ 42G Clinic เราเข้าใจว่าปัญหาผมร่วงและผมบางในผู้หญิงต้องการการดูแลที่แตกต่างจากผู้ชาย ด้วยเทคนิคที่ทันสมัยและการออกแบบแนวผมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เราให้บริการปลูกผมที่เน้นความเป็นธรรมชาติ เหมาะกับสรีระของเส้นผมผู้หญิง และช่วยแก้ไขปัญหาแนวผมร่นหรือผมบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผมโดยเฉพาะ
ที่ 42G Clinic ทุกขั้นตอนของการปลูกผมดำเนินการโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปลูกผมโดยตรง มีประสบการณ์ในเคสปลูกผมผู้หญิงจำนวนมาก และเข้าใจถึงความแตกต่างของเส้นผม โครงสร้างหนังศีรษะ และแนวผมของผู้หญิงที่ต้องการความเป็นธรรมชาติมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ แพทย์ยังใช้เทคนิคการปลูกผมที่พิถีพิถัน เพื่อให้เส้นผมที่ปลูกใหม่กลมกลืนกับเส้นผมเดิม
เทคนิคที่ทันสมัย ไม่ต้องโกนผม และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
ที่ 42G Clinic เรามีเทคนิคปลูกผมที่หลากหลายทั้ง Long Hair FUE, DHI และ FUE ซึ่งสามารถเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะเทคนิค Long Hair FUE ที่สามารถปลูกผมได้โดยไม่ต้องโกนผม ทำให้ผู้หญิงสามารถเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำ โดยไม่ต้องเสียเวลารอให้ผมงอกขึ้นใหม่ เทคนิคเหล่านี้ช่วยให้แนวผมที่ได้ดูแน่น หนา และเป็นธรรมชาติมากที่สุด
การออกแบบแนวผมเฉพาะบุคคลเพื่อให้เหมาะกับใบหน้า
เราให้ความสำคัญกับการออกแบบแนวไรผมและการกระจายเส้นผมให้เหมาะสมกับใบหน้าของแต่ละคน เพราะการปลูกผมไม่ได้เป็นแค่การเติมเส้นผมเข้าไปในบริเวณที่บางเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความสมดุลของแนวผม ความหนาแน่นของเส้นผม และลักษณะการขึ้นของเส้นผมเดิม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด
การปลูกผมผู้หญิงมีราคาเท่าไหร่?
Long Hair FUE | 120,000 – 250,000 บาท |
DHI (Direct Hair Implantation) | 100,000 – 200,000 บาท |
FUE (Follicular Unit Extraction) | 80,000 – 180,000 บาท |
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาปลูกผมผู้หญิง
- เทคนิคที่ใช้
แต่ละเทคนิคมีขั้นตอนและความซับซ้อนที่แตกต่างกัน Long Hair FUE มีราคาสูงกว่า FUE ปกติ เพราะเป็นเทคนิคที่ไม่ต้องโกนผม ทำให้ใช้เวลาและความละเอียดในการทำมากกว่า - จำนวนกราฟต์ที่ต้องปลูก
ราคาปลูกผมจะขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟต์ที่ต้องใช้ ยิ่งต้องปลูกมาก ราคาก็จะสูงขึ้นเช่น คนที่มีผมบางเพียงเล็กน้อยอาจต้องการปลูกแค่ 1,500 กราฟต์ ขณะที่คนที่มีปัญหาผมบางทั่วศีรษะอาจต้องปลูกมากกว่า 3,000 กราฟต์ - มาตรฐานของคลินิกและความเชี่ยวชาญของแพทย์
คลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มักจะมีราคาสูงกว่า แต่ก็คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัยกว่า - การดูแลหลังปลูกผมและแพ็กเกจเสริม
บางคลินิกมีแพ็กเกจดูแลหลังปลูกผมเช่น PRP (Platelet-Rich Plasma) หรือ LLLT (Low-Level Laser Therapy) เพื่อช่วยกระตุ้นรากผมให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
หากคุณกำลังมองหาบริการเสริมจมูกแบบ Open เทคนิคเฉพาะของหมอต้น ที่ช่วยปรับโครงสร้างจมูกให้รับกับใบหน้า ดูเป็นธรรมชาติ PMED Clinic คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ